Friday, July 16, 2010

"GRAY"


ไม่ใช่อะไรอย่างที่คุณคิดแน่ๆ เราไม่ได้กำลังพาคุณออกนอกลู่นอกทาง และเราก็ไม่ได้สะกดหัวเรื่องผิดด้วย!!! เรากำลังจะมาพูดกันถึงเรื่องค่าเทากลาง(หรือสีเทากลาง) ที่คนถ่ายภาพต้องข้องแวะกับมันอยู่เสมอ (รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัว บ้าง) ต่างหากล่ะ!

อวัยวะ...เอ้อ..ปัจจัยที่สำคัญของการถ่ายภาพนั้นมีอยู่หลายอย่างมาก จนบางครั้งกว่าจะได้ภาพดีๆ ซักภาพ นึงนั้นต้องเอาหยาดกายและแรงเหงื่อเข้าแลกต้องคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายตลบ ตั้งแต่ก่อนถ่ายไปยันพิมพ์โน่นแหละ

จะให้เอามาพูดกันให้ทะลุปรุโปร่งทุกอย่างในคอลัมน์เล็กๆนี่แม้แต่เทวดาก็ยัง คิดหนัก...อิมพ้อสซิเบิ้ล! หันซ้ายหันขวา ก็หยิบเอามาสักเรื่องสิ เอาพอสังเขปก็ยังดี ก็เริ่มมันที่ต้นทางเลยท่าทางจะดีมาพูดเรื่องวัดแสงกัน ให้พอกล้อมแกล้มเสียหน่อยเถอะน่า





วัดแสง...มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยมันเป็นสิ่งที่จะชี้ได้เกือบทั้งหมดว่าภาพจะออกมาเป็นยังไง จะดีจะร้ายตรงนี้มี ส่วนเยอะเลย ถ้าจะเขียนเป็นตำราก็คงจะได้เล่มใหญ่ๆ

เอามาสักส่วนก็แล้วกัน (เริ่มแคบลงเรื่อยๆ) พอให้ใช้เป็นที่ระลึกก่อนที่จะกดชัตเตอร์แต่ละครั้ง ทุกครั้งก่อนเรา ถ่ายภาพ กล้องจะทำการวัดค่าของแสงที่มันมองเห็นก่อนแล้วก็แสดงค่าแสงตามที่มันคำนวนได้ออกมาบอกคนที่อยู่ หลังกล้องว่านี่มันมืดนี่มันสว่าง ฯลฯ ซึ่งระบบและเทคโนโลยีที่บรรจุอยู่ในกล้องตอนนี้ก็รุดหน้าไปไดไกลโข ในรูปแบบ อัตโนมัติเต็มระบบนั้นเราแทบจะได้ใช้แค่นิ้วเพียงอย่างเดียวนอกนั้นกล้องทำให้หมดแล้ว (แต่ออกมาเป็นยังไงนั่นก็อีกเรื่องนึง)

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ระบบการวัดแสงของกล้องนั้นอ้างอิงค่าในการที่จะประเมินค่าแสงอยู่กับระดับเทากลาง 18% ไม่ว่าจะเป็นในสภาพแสงอย่างไรมันก็จะมองที่ตรงนี้เป็นหลัก เมื่อมันจับหลักที่ว่านี้ได้แล้ว มันก็จะประเมินในสิ่ง ที่สะท้อนแสงกลับมา ว่ามืดหรือว่าสว่างหรือพอดี อันนี้เป็นมาตรฐานของกล้องถ่ายภาพทุกตัว...

และเราก็รู้กันอีก (แล้ว) ว่าถ้าจะให้แม่นยำในเรื่องความถูกต้องของการวัดแสงเพื่อหาข้อมูลก่อนถ่ายภาพ ก็ ต้องหาเจ้าเทากลางนี้ให้กล้องมันดูหรือให้มันวัดแสงตรงนี้...ตรงนี้นะเทากลาง

ค่าระดับสีเทาจะเป็นพื้นฐานความเข้มหรืออ่อนของสีต่างๆ ที่จะปรากฏในภาพด้วย ซึ่งถ้าให้พูดกันง่ายๆ ก็คือ หากกล้องเห็นแล้วว่าเทากลางมาตรฐานที่มันเรียกหาคือตัวนี้ มันก็จะไล่ค่าน้ำหนักระดับเทาขึ้นไปหรือลงมาตามที่ มันเห็น

โชคไม่ดีที่ระบบการวัดแสงของกล้องยังไม่ฉลาดถึงขนาดว่าแสงสะท้อนที่มันได้รับผ่านเลนส์เข้ามานั้นคือสีเทา ที่ถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า? ดังนั้นหน้าที่ของคนถ่ายภาพก็คือ เลือกวางตำแหน่งการวัดแสงไปยังจุดที่ใกล้เคียงกับ ระดับเทากลางให้มากที่สุดเพื่อให้เซลล์วัดแสงที่อยู่ภายในตัวกล้องประเมินออกมาให้เพื่อปรับตั้งค่าของการเปิดรับ แสงที่เหมาะสม ดังนั้นเพื่อความชัวร์ ในระดับมืออาชีพจึงมีอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า “Gray Card” เอามาให้ กล้องดูในสภาพแสงนั้นๆ กันเลย จะได้ไม่โดนค่าแสงที่หลากหลายรูปแบบหลอกเอาให้ไขว้เขว (ดูไปดูมาก็คล้ายสุนัข ตำรวจที่ต้องดมกลิ่นต้นฉบับเสียก่อนจึงจะตามได้ถูกต้องยังไงยังงั้น) ซึ่งถ้าทำตามวิธีที่ว่านี้แล้ว ค่าการวัดแสงที่ได้ก็ จะถูกต้องมากอาจจะเป็น100% ซึ่งก็แปลว่าภาพที่ได้จะมีความผิดเพี้ยนน้อยมาก

แต่ก็อย่างว่า เจ้า Gray Card ที่พูดถึงนี่มันแพงใช่เล่นเลย จะทำเองก็ยังมีความเสี่ยงที่จะผิดเพี้ยนอยู่เสียด้วย เพราะฉะนั้นแล้วก็จะเป็นได้ว่า การประเมินค่าแสงด้วยกล้องก่อนถ่ายภาพมีความสำคัญมากก่อนถ่ายภาพแต่ละ ครั้ง เพราะหากค่าที่ได้จากการวัดแสงนั้นผิดพลาดก็จะเกิดผลเสียต่อความมืดความสว่างและรายละเอียดของภาพ โดยตรง และมีผลต่อสีของภาพแน่นอน

กล้องดิจิตอลอาจจะมีข้อดีที่เหนือกว่ากล้องเดิมฟิล์มตรงที่ว่าถ่ายเสร็จแล้วก็ดูเดี๋ยวนั้นแล้วปรับแก้กันใหม่ได้ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า บางภาพบางโอกาสอาจไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง มีโอกาสได้แค่ครั้งเดียวหรือไม่ก็โดนจอ LCD หลอกว่า ใช้ได้ แต่มาเปิดใช้งานจริงๆ ถึงกับน้ำตาร่วงเลยก็มี ดังนั้นการวัดแสงที่ถูกต้องแม่นยำจึงเป็นอะไรที่สำคัญสุดๆ

และในเมื่อการวัดแสงมันสำคัญสุดๆ การกำหนดจุดและระบบวัดแสงก็เป็นอะไรที่มาก่อนความสำคัญสุดๆ ที่ว่าเพราะถ้าจุดที่วัดแสงมีความใกล้เคียงกับค่าเทากลาง ค่าแสงที่วัดออกมาก็ยิ่งถูกต้องและผิดพลาดน้อย

Gray Card เหรอ? ถูกที่สุดแล้วแต่เราพูดมาซะยืดยาวก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณพกเจ้า Gray Card นี่ไป ไหนมาไหนด้วยตลอดเวลานะ... เรากำลังจะบอกว่าให้วางจุดวัดแสงให้ดีๆ ต่างหาก นั่นก็คือให้ใกล้เคียงกับเทากลาง 18% ที่สุด

แล้วจะไปหาได้ตลอดเวลาเหรอ?

ระบบวัดแสงของกล้องไม่ได้มองเห็นสี (ยกเว้นระบบ 3D Color Matrix ของ Nikon) มันมองทุกอย่างเป็นสีเทา ที่ต่างระดับความเข้มเท่านั้น! เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเราพอที่จะประเมินได้ว่าสีไหนใกล้กับเทากลางเราก็วัดแสงตรง จุดนั้นซะเลย!

สีไหนบ้างล่ะ? หาเอาเถอะครับในที่ๆ คุณจะถ่าย โดยลองจำสิ่งที่เราเอามาให้ดูที่ด้านล่าง แม้จะไม่มีทฤษฎี เยอะแยะ แต่นี่ก็น่าจะทดแทนกันได้...





เราอาจจะทดลองดูก่อนก็ได้ว่าในสีที่เราเอามาเป็นตัวอย่างนี้มันใช้ได้จริง หรือเปล่า? เช่นสีเขียวของใบไม้ สีม่วงของดอกไม้ หรือสีต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในช่องมองภาพของ คุณ เปลี่ยนระบบวัดแสงเป็น แบบเฉพาะจุดแล้วลองดูทั้งสองด้านที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้คือตัวเดียวกัน เพียงแต่ทางฝั่งนี้ได้ถูกแปลงให้เป็นสีเทา นั่นคือสิ่งที่เซลล์วัดแสงในกล้อง ของคุณรับรู้ เปรียบเทียบสีจากช่องทางด้านซ้ายแล้วดูว่าสีใดที่เราพอจะใช้เป็นแนวทาง สำหรับวัดแสงได้?

มาดูที่ตัวอย่างภาพถ่ายจริงๆ กันบ้าง เราได้เอาภาพตัวอย่างไปวิเคราะห์หาค่าสีเทาดู ว่าที่ตำแหน่งใดบ้างที่น่าจะใช้วัดแสงได้ออกมาถูกต้อง ผลออกมาดังภาพขวา คือส่วนที่แสดงด้วยสีเขียวจะวัดแสงได้ใกล้เคียงที่สุดตามด้วยส่วนสีแดง การทดลองนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางประกอบการมองการวัดแสงเพื่อ การถ่ายภาพ ยังไม่สามารถ ใช้เป็นการอ้างอิง ที่ถูกต้อง 100% ได้ ก็หวังเอาไว้ว่่าจะพอเป็นไอเดียสำหรับการวัดแสงครั้งต่อไปของคุณได้บ้างไม่ มากก็ต้องมาก!

Thom Hogan นักถ่ายภาพชื่อดังได้กล่าวแย้งเอาไว้ในบทความของเขาซึ่งเขาได้แย้งว่า อันที่จริงแล้วระบบของกล้องควรที่จะยึดระดับเทากลาง 12% ไม่ใช่ 18% เราก็ยังไม่รู้หรอกว่าใครผิดใครถูก อยากรู้ว่าเขาว่ายังไงก็ตามไปอ่านบทความของเขาดูเลย http://www.bythom.com/graycards.htm
Click here to Read more...

มารู้จักกับ Resolution กัน


มีคำถามอยู่มากมายเกี่ยวกับการนำภาพจากกล้องดิจิตอลไปใช้ในงานสิ่งพิมพ์ หนึ่งในคำถามที่ทำเอาผู้ ไม่สันทัดกรณีต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างยิ่งคือเรื่องของความละเอียดหน่วย dpi (Dot Per Inches) หรือ จำนวนจุดต่อนิ้ว...

เหตุที่สงสัยเพราะเจอปัญหาว่ากล้องตัวที่หนึ่งบอกความละเอียด ว่า 72 dpi ตัวที่สองบอกว่า 180 dpi ตัวที่ สามบอกว่า 300 dpi นั่นแสดงว่ากล้องตัวที่บอกว่า 72 dpi คือกล้องที่มีความละเอียดต่ำที่สุดอย่างนั้นหรือ?


คำตอบคือผิด ซึ่งผิดมาตั้งแต่แรกที่เอาหน่วย dpi มาทำความเข้าใจปนกับกล้องดิจิตอลแล้ว ในโลกของกล้อง ดิจิตอลจะบอกขนาดกว้างคูณยาวของภาพในหน่วยพิกเซล (pixel) เช่นในกล้องตัวหนึ่ง ถ่ายที่ความละเอียดสูงสุด ในโหมด JPEG แล้วได้ภาพที่มีขนาด 3872x2592 px (พิกเซล)เมื่อคุณจะนำภาพมาใช้กับงานสิ่งพิมพ์ที่ต้องใช้ใน ระดับความละเอียด 300 dpi สิ่งที่คุณต้องทำคือลืมเรื่องที่กล้องบอกคุณถึงเรื่อง dpi ออกไปก่อน แล้วต้องคำนวณ
ตามวิธีการดังนี้

นำความยาวของภาพ (ด้านที่ยาวที่สุด) หารด้วย 300 ตามตัวอย่างคือ 3872 ÷ 300 = 12.906 ผลลัพธ์ที่ได้ คือความยาวในหน่วยนิ้วที่ภาพนั้นๆ จะนำไปใช้พิมพ์ได้ด้วยความละเอียด 300 dpi ตามตัวอย่างคือนำไปพิมพ์ได้ที่ ขนาดราวๆ 13 นิ้ว...

แล้วตัวเลขทั้งหมดนั้นเอามาจากไหน ?

ในงานสิ่งพิมพ์ระดับ 300 dpi หมายความว่าในหนึ่งนิ้ว จะมีจุดเรียงตัวอัดกันอยู่ 300 จุด ซึ่งหมายถึงภาพ จะมีคุณภาพและความคมชัดในระดับดีมาตรฐานสำหรับงานสิ่งพิมพ์ และงานสิ่งพิมพ์นี้ก็จะอ้างอิงที่ระดับ "จุด ต่อนิ้ว"

ในขณะเดียวกัน กล้องดิจิตอลไม่ได้อ้างอิงที่ระดับจุดต่อนิ้ว แต่บอกจำนวนจุด กว้าง x ยาวทั้งหมดของภาพ ด้วยหน่วยพิกเซล (จุด) เพื่อการแสดงถึงระดับการบันทึกภาพในหน่วย MP (Megapixel) หรือระดับล้านจุด ดังที่ คุณจะเห็นได้ตามโฆษณากล้องทั่วไปว่าถ่ายได้กี่ล้านพิกเซล ซึ่ง MP ก็จะได้ มาจากสูตรการหาพื้นที่ปกติคือ กว้าง x ยาว ก็จะได้จำนวนพิกเซลทั้งหมดในภาพออกมา

ยกตัวอย่างเดิม ภาพขนาด 3872 x 2592 px เมื่อคูณกันแล้วก็จะเท่ากับ 10,036,224 - นี่คือจำนวนพิกเซลทั้ง หมดที่มีในภาพ อยากรู้ค่า MP? ก็เอาหนึ่งล้านไปหารค่าที่ได้ ก็จะได้เท่ากับ10.036224 ดูง่ายๆ ก็คือ 10 MP หรือ สิบล้านพิกเซล...

กลับมาที่ dpi ... ขนาดของภาพที่บอกเป็นพิกเซลนั้นหมายถึง 72 dpi หรือ (72 จุดต่อนิ้ว) เอาตัวอย่างมาหา ขนาดที่พิมพ์ในระดับ 72 dpi ก็คำนวณง่ายๆ คือ 3872 x 72 = 53.7 นี่คือหน่วย "นิ้ว" ที่คุณจะนำไปพิมพ์ได้ที่ 72 dpi... ย้ำว่า 72 dpi (ซึ่งถ้าคุณเอาภาพระดับความละเอียดนี้ไปพิมพ์ ภาษาวงการจะเรียกว่า "ภาพมันแตก")

ดังนั้นถ้าจะหาขนาดที่ 300 dpi ก็ต้องเอา 300 ไปหาร ผลลัพธ์ก็ออกมาตามข้างต้น ถ้าคุณยังสงสัย ก็ลอง เปิดภาพถ่ายจากกล้องของคุณขึ้นมาสัก 1 ภาพด้วย Photoshop แล้วเลือกคำสั่ง Image --> Image size ในส่วนของ Pixel Dimensions คุณก็จะเห็นกว้าง x ยาว ในหน่วยพิกเซล แต่ที่ Document Size ก็จะบอกคุณได้ใน หลายๆ หน่วย,บอก Resolution หรือ "ความละเอียด" ทั้งแบบ "ต่อนิ้ว" และ "ต่อเซ็นต์"ที่สัมพันธ์กับขนาดที่แท้จริง ให้ดู สังเกตที่ด้านหลังของช่องทั้งสามให้มีเส้นดำและสัญลักษณ์ "โซ่" อยู่ด้วย หากไม่มีให้คุณคลิ๊กเลือก "Resample Image" ออกเสีย (ไม่เลือก) แล้วลองเปลี่ยนขนาดกว้าง x ยาว ของภาพไปมาดู คุณก็จะได้เห็นความสัมพันธ์ของ ความละเอียดและขนาดของภาพที่เปลี่ยนตามกันไป ในขณะที่ Pixel Dimensions ยังอยู่เฉยๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือถ้าคุณยังไม่คลายสงสัยเราก็ขอให้คุณลองดูเปรียบเทียบการแสดงค่า EXIF ของกล้องทั้งสองตัวต่อไปนี้ (จาก แถบ Info ของโปรแกรม Adobe Bridge)






• ตัวที่หนึ่ง 3872 x 2592 บอกความละเอียดที่ 300 dpi แต่ดูที่ Dimensions (in inches) คือ 12.9 นิ้ว x 8.6 นิ้ว
• ตัวที่สอง 4368 x 2912 บอกความละเอียดที่ 72 dpi แต่ใน Dimension (in inches) กลับบอกว่า 60.7 นิ้ว x 40.4 นิ้ว

นี่คือข้อสังเกตถึงการนำเอาภาพไปใช้ในระดับ dpi ต่างๆ กัน ซึ่งถ้าคุณเอาไปดูใน Image Size (Photoshop) แล้วลองเปลี่ยนค่าทั้งสองเป็น 300 dpi เหมือนกัน คุณก็จะเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว ภาพของคุณจะพิมพ์ที่ระดับ 300 dpi ได้ที่ขนาดเท่าไหร่กันแน่

เมื่อนำภาพไปอัดที่ร้าน เครื่องมือของที่ร้านก็จะทำการแปลงขนาดของภาพให้มาอยู่ในระดับที่สวยงาม โดย มันจะทำการคำนวณจำนวนจุดต่อนิ้วที่เหมาะสมเพื่อการอัดหรือขยายตามขนาด ซึ่งถ้ากล้องตัวที่สอง(ที่บอกระดับ 72 dpi) จะนำไปพิมพ์ที่ 300 dpi ก็ได้แค่ 14.56 นิ้วเท่านั้น (4368 ÷ 300 = 14.56)

ดังนั้นขอให้เข้าใจว่า เมื่อคุณเห็นdpi จากในกล้องก็ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องสับสน เพราะนั่นคือวิธีการที่ผู้ผลิต กล้องเลือกใช้ในการนำเสนอถึงคุณสมบัติคำนวณการนำไปใช้งานในหน่วย dpi ณ ความละเอียดตามที่กล้องตั้ง มา คุณดูแค่เพียงขนาดกว้าง x ยาวในหน่วยพิกเซลของภาพก็พอ แยกการบอกขนาดแบบ "พิกเซล" และ "dpi" ออกจากกันเสีย อย่าเอามารวมกัน

ต่อเมื่อเข้าสู่กระบวนการสิ่งพิมพ์แล้วต่างหาก dpi คือสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจตามสูตรที่เราเพิ่งบอกไป ข้างต้นนี้ เพราะไม่ว่าจะบอกมาที่ 300หรือ 180 หรือ 72 dpi ก็ล้วนต้องนำมาคำนวณแบบเดียวกัน เพียงแต่แบบ72 dpi นั้นยังไม่ได้ผ่านการคำนวณมาให้ก็แค่นั้นเอง.
Click here to Read more...

Thursday, July 15, 2010

Noise : กำจัด noise ให้สิ้นซาก

ใครๆ ที่ถ่ายภาพก็ต้องเจอ Noise แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักมัน รู้สึกแต่ว่าทำไมภาพมันดูแปลกๆ

Noise หรือจุดรบกวน จะมีลักษณะจุดที่เกิดขึ้นในภาพ มันเกิดจากสองสาเหตุคือ ภาพที่ถ่ายด้วยค่า ISO สูง และภาพในส่วนมืดที่ถ่ายด้วยค่าการเปิดรับแสงนาน ซึ่งจะมีมากหรือน้อยก็เนื่องด้วยความต่างกันของคุณภาพของ เซ็นเซอร์รับภาพและระบบการจัดการของกล้องรุ่นต่างๆ


Noise ถูกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะที่ต่างกันคือ :

• Luminance Noise มีลักษณะ เป็นจุดโทนสีเดียว มีผลทำให้ภาพมีลักษณะหยาบ
• Color Noise จุดสีต่างๆ จะกระจายปะปนกัน

เมื่อเราถ่ายภาพด้วยวิธีดังที่บอกมาแล้ว ก็มักต้องเจอ Noise ตัวร้าย ซึ่งลดคุณภาพของภาพเราลงแน่ๆ ใน Photoshop ของเราก็มีตัวช่วยรับมือกับ Noise วิธีจัดการก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร....

ใช้คำสั่ง Filter | Noise | ReduceNoise... ก็จะมีหน้าต่างของ Reduce Noise ปรากฏขึ้นมา พร้อมช่อง Preview ภาพของเรา คลิ๊กที่เครื่องหมาย + หรือ - (ข้างใต้ภาพ) จนตัวเลขมาอยู่ที่ 100% เพื่อแสดงภาพในขนาด จริง (เพราะในขนาดย่ออาจจะมองไม่เห็น Noise) หรือถ้ามีจอใหญ่ ก็ดูจากที่ภาพจริงก็ได้



• Strength ค่าการควบคุมการปรับลด Luminance Noise
• Preserve Detail สำหรับการรักษารายละเอียดของภาพให้คงไว้ ที่ 100%จะรักษารายละเอียด ได้ดีที่สุด
แต่จะทำ ให้การลด Noise ไม่ค่อยมีผล
• Reduce Color Noise ลด Color Noise แต่ยิ่งตั้งสูง รายละเอียดในภาพก็ยิ่งหายไปมาก
• Sharpen Detail เพราะการลด Noise จะทำให้ความคมชัดหายไป ค่านี้จะทำการเพิ่มความคมชัดให้มากขึ้น
(ถ้าจะ ให้ดี ใช้ Sharpen ตัวแยกทีหลังดีกว่า)
• Remove JPEG Artifacts ลดการเกิดช่องสี่เหลี่ยมในภาพ อันเนื่องมาจากภาพถูก Save มาเป็น JPEG
คุณภาพต่ำๆ



เราควรพิจารณาจากภาพของเราว่ามี Noise ในลักษณะใดเกิดขึ้นในภาพและใช้การตั้งค่าให้ตรงกับลักษณะ ของ Noise ประเภทนั้นๆ

ซึ่งหากเราเห็นว่าในภาพมีปัญหาแบบ Luminance Noise เราก็สามารถเลือกที่ Advance ซึ่งจะมีตัวเลือกแท็ป Channel เพิ่มขึ้นมาให้

คลิ๊กที่แท็ปนั้น จะเห็นได้ว่ามีการแสดงภาพเป็นลักษณะขาว-ดำ และมี 3 Channel ให้เลือกคือ Red, Green, Blue โดยที่เราเปลี่ยนในแต่ละ Channel ก็จะเห็นได้ว่าภาพจะแตกต่างกันออกไป

Luminance Noise มักจะเกิดขึ้นชัดเจนที่ Channel หนึ่งๆ เช่น มีเฉพาะใน Channel Blue (น้ำเงิน) เราก็ สามารถจะปรับแก้เฉพาะ Channel นั้นของภาพได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับ Channelอื่นๆซึ่งก็จะเป็นการรักษา คุณภาพของภาพให้ดีขึ้นอีก

ถึงแม้ว่า Reduce Noise จะมีประโยชน์มาก แต่ก็ต้องใช้ให้ถูกต้อง ถ้าใช้มันมากไปก็จะทำให้ภาพดูขาดราย ละเอียด กลายเป็นได้ภาพที่ไม่สวยมาแทน...หนักยิ่งกว่าเดิม

จงใช้ด้วยความพอดี! ถึงแม้ว่าเราจะมี Photoshop เป็นผู้ช่วยอันแสนดี แต่เราก็ควรถ่ายภาพมาให้ดีที่สุดเสีย ก่อน ใช้กล้องเป็นเครื่องมือหลัก อย่าใช้มันแก้ไขจนเคยตัว!
Click here to Read more...

ทำความรู้จักกับ RGB,sRGB

เป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับคอกล้องหลายๆ คนกับเรื่อง sRGB กับ AdobeRGB ว่าจะใช้ตัวไหนดี? ตัวไหน เป็นอย่างไร? และอีกสารพัดคำถามที่ตามกันมาติดๆ

ในฐานะที่เป็นคนหลังกล้อง และที่หลังกล้องก็มีเจ้า 2 ตัวที่ว่านี้มาให้เลือกก็จำเป็นอยู่บ้างที่จะรู้จักมันเอา
ไว้ ถึงแม้จะไม่ต้องถึงกับใส่บ่าแบกหามก็ตามที

ทั้ง sRGB และ Adobe RGB ต่างก็เป็น Color Space หรือภาษาบ้านเราเรียกว่า “ปริภูมิสี” หมายถึงช่วงการใช้งานสีของอุปกรณ์นั้นๆ ว่าจะมีจำนวนสีให้เลือกใช้มากเท่าใด?

sRGB เป็นการร่วมมือกันพัฒนาขึ้นระหว่าง Microsoft และ Hewlette-Packard (HP) เพื่อนำไปใช้งานใน ระบบแสดงผลของจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลังจากที่ได้กลายมาเป็นมาตรฐานสำหรับการแสดงผลบนจอคอมพิวเตอร์ แล้ว ก็ยังได้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับการแสดงผลในระบบ Internet อีกด้วย ระบบ sRGB สามารถแสดงช่วงของ สีที่คิดได้เป็นปริมาณ 35% ของสีที่มองเห็นได้จริงตามมาตรฐานของ CIE (Commission International de l' éclairage) ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป

ส่วน Adobe RGB 1998 คือผลงานของ Adobe Systems Inc. (ผู้ผลิต Photoshop และอีกหลายๆโปรแกรม ที่มีชื่อเสียงทางด้านสิ่งพิมพ์) ซึ่งเห็นว่าน่าจะมี Color Space ที่ใช้งานได้กว้างจึงได้พัฒนามันขึ้นมานัยว่าเพื่อรองรับ งานระดับ “มืออาชีพ” ซึ่งในการจัดการก็ต้องมืออาชีพด้วย มันสามารถแสดงช่วงสี ได้ถึง 50% จากสีที่มองเห็นได้จริง





Color Space เป็นสิ่งที่สำคัญต่องานภาพถ่ายอย่างมากซึ่งมันจะเป็นตัวชี้คุณภาพทางด้านสีของภาพได้เลย หากเราเข้าใจและควบคุมมันอย่างถูกวิธี
ชาร์ตสีด้านซ้ายที่เรานำมาให้ดูนี้แสดงพื้นที่ของช่วงขอบเขตสีของทั้งสองแบบโดยพื้นที่สีทั้งหมดคือสีที่ดวง ตาสามารถมองเห็นได้ (แน่นอนว่าต้องเป็นผู้ที่มีสายตาเป็นปกติ)โดยพื้นที่ในเขตเส้นสีน้ำเงินคือขอบเขตของ sRGB และในเส้นสีส้มคือขอบเขตของ Adobe RGB 1998 ลืมสีเหลืองไปซะก่อน...

จะเห็นได้โดยไม่ต้องเดาให้ปวดขมับว่า Adobe RGB 1998 มีขอบเขตหรือช่วงของสีมากกว่า sRGB นั่นหมาย ถึงว่ามันมีระดับของสีให้ใช้กว้างกว่า...ไม่ต้องคิดมาก มันก็เหมือนเรามีดินสอสีมาตรฐาน 12 สี 1กล่องในชั่วโมงศิลปะ แต่เพื่อนผู้ร่ำรวยของเรามีดินสอสีชุดพิเศษ 20 สี ไล่ระดับพร้อมสรรพ ถ้าความสามารถสูงเท่ากันคุณว่าใครที่จะระบาย สีโดเรมอนได้สวยงามกว่ากัน?

สิ่งที่ Adobe RGB มีเหนือกว่าเป็นพิเศษก็คือช่วงของสีน้ำเงิน (Cyan) - เขียว ที่สามารถไล่ระดับได้ “เนียน” ยิ่งขึ้นกว่า sRGB นั่นหมายความว่าในการถ่ายภาพต้นไม้ใบหญ้า สีเขียวของใบไม้ก็จะถูกถ่ายทอดออกมาได้ สวยงามและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น (นี่เป็นแค่ตัวอย่างทางสีเขียวที่เรายกมา) เพราะมีช่วงสีเขียวจากสว่างไปหา มืดที่กว้างกว่า แต่โปรดชายตามองอีกครั้งว่านอกจากระดับสีเขียวที่มีมากกว่าแล้ว มันยังแอบมีระดับสีเหลือง, ส้ม, แดง ที่เหนือกว่าอยู่อีกเล็กน้อยด้วย ลองจินตนาการถึงภาพถ่ายพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าของคุณดูสิ! ......................................

ก็แล้วในเมื่อ Adobe RGB 1998 มันเจ๋งกว่า แล้วจะมานั่งใช้ sRGB กันทำไมให้มันวุ่นวายอีกล่ะ?

ตอบแบบกวนประสาทก็ว่า แล้วทำไมคุณไม่ใช้เครื่อง Mac ล่ะ หรือถ้าคุณใช้ ทำไม่เพื่อนคุณไม่ใช้ล่ะ? ก็ในเมื่อมันเจ๋งกว่านี่?

โอ...เรายังไม่อยากไปพบแพทย์ก่อนเวลาอันควร เราจึงตอบว่า AdobeRGB 1998 จริงๆแล้วเหมาะกับอะไรที่ค่อนข้าง ซีเรียสกับเรื่องสีซึ่งก็ต้องใช้ทุนที่มากขึ้นไปอีกในการเตรียมเครื่องมือ และระบบต่างๆ เพื่อให้รองรับการทำงาน ของมัน ที่เขาใช้ๆ กันอยู่ก็อย่างเช่นทางด้านการผลิตสิ่งพิมพ์ ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือนั้นไม่ได้ถูกเลย หรือคิดง่ายๆ แค่จอ ภาพที่จริงจังเรื่องสีในระดับมืออาชีพพร้อมที่จะแสดงสีในขั้นเทพออกมาให้ดู นั้น แค่ได้ยินราคาขนก็ลุกเกรียวแล้ว!


ในส่วนของงานถ่ายภาพ ถ้าคุณเป็นนักถ่ายภาพทั่วไปที่ยังไม่ได้จำเป็นในเรื่องสีตรงเป๊ะๆ แล้วละก็ sRGB ก็เหมาะและน่าจะเพียงพอสำหรับคุณแล้วเพราะร้านอัด-ขยายภาพทั่วไปส่วนใหญ่รับแต่ sRGB ถ้าคุณใช้ Adobe RGB และก็ค่อนข้างพอใจกับสีแล้วคุณอาจน้ำตาตกได้เมื่อส่งไปอัดที่ร้าน เพราะเขาจะแปลงกลับมาเป็น sRGB ก่อนที่ จะพิมพ์มันออกมา ซึ่งช่วงสีในภาพที่มันเลยขอบเขตของ sRGB ออกไปก็จะถูกดึงกลับเข้ามาในเขตของ sRGB สีเขียว เจ๋งๆ ของคุณจะไปเหลืออะไรล่ะ?

ทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น?

ก็เพราะว่าเครื่องมือของเขามันรองรับแต่ sRGB น่ะสิ! ถ้าคุณอยากใช้ Adobe RGB จริงล่ะก็ คุณต้อง
ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของกระบวนการจัดการสี (CMS) แล้วล่ะเพราะถ้าไม่แม่นจริง คุณต้องพลาดในขั้นตอนใดขั้นตอนนึงแน่ๆ ...

ถ้าอะไรๆ มันสมบูรณ์แบบไปหมดล่ะก็ พวกเราคงไม่ต้องเอารถไปติดแก๊สกันให้วุ่นหรอก...คุณว่าจริงมั๊ย?
Click here to Read more...